การสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติในการตรวจทางชีวโมเลกุลเพื่อแยกเชื้อไวรัสที่มีความสามารถในการแพร่เชื้อได้ออกจากซากเชื้อไวรัสโคโรนาซาร์-2
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาซาร์โควี-2 ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ คือ วิธี real-time PCR แต่ชุดตรวจในปัจจุบันไม่สามารถแยกเชื้อเป็นกับซากเชื้อออกจากกันได้ คณะผู้วิจัยได้พัฒนาการออกแบบการตรวจวัดปริมาณสายดีเอ็นเอที่สร้างขึ้นใหม่โดยใช้โพรบที่ติดฉลาก (Probe-based assay) ที่มีความจำเพาะต่อ S gene และ N gene sgRNA ในไวรัสโคโรนาซาร์โควี-2 สำหรับแยกเชื้อเป็นกับซากเชื้อออกจากกันได้ พบว่า ไพร์เมอร์ S gene sgRNA ให้ผลเป็นลบร้อยละ 100.00 (18/18) และ N gene sgRNA ให้ผลเป็นลบร้อยละ 61.11 (11/18) เมื่อเปรียบเทียบกับค่า Ct มากกว่า 35 ของไพรเมอร์ N gene RNA และ ORF gene RNA ซึ่งใช้แปลผลเป็นลบในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะพบค่าเป็นลบในวันที่ 8 และสามารถเพาะแยกเชื้อได้ใน 4-5 วันหลังการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ผลการทดลองนี้สามารถนำมาปรับแนวทางเพื่อใช้ตรวจคัดกรองการแพร่เชื้อออกจากซากเชื้อได้ และมีความแม่นยำกว่าวิธีการคาดคะเนจากค่า Ct ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นในการกักกันโรค และ/หรือ ลดจำนวนวันที่จะต้องกักกันโรค จากปกติมากกว่า 14 วัน เหลือลงเป็น 8 วัน และควรผลักดันทางนโยบายในการใช้จริงในโรงพยาบาล