การศึกษาเชิงคอมพิวเตอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของนาโนบอดีในการใช้เป็นยาต้านมะเร็งแบบมุ่งเป้า
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โมโนโคลนอลแอนติบอดี (mAbs) เป็นยารักษาทางชีวภาพที่สำคัญที่ใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางคลินิกเนื่องจากมีความจำเพาะสูง mAbs ที่ผลิตขึ้นส่วนใหญ่เป็น mAbs ที่ได้จากหนู อย่างไรก็ตามพบว่า mAbs ที่ผลิตได้จากหนู เมื่อนำไปใช้ในมนุษย์พบว่าก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (HAMA) นาโนบอดีมีคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ มีความเสถียร, ละลายน้ำได้ และจำเพาะสำหรับเป้าหมายเดียว นาโนบอดีมีความสามารถในการเข้าจับกับแอนติเจนที่คล้ายกันกับ mAbs แบบดั้งเดิม แต่ลดการต่อต้านจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ดีกว่า ดังนั้นการนำนาโนบอดีมาใช้ในการยับยั้งโปรตีนเป้าหมายของเซลล์มะเร็ง น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีในอนาคต แต่อย่างไรก็ตามการผลิตนาโนบอดีมีราคาสูง ในงานวิจัยนี้จึงนำเทคนิคด้านคอมพิวเตอร์มาช่วยในการวิเคราะห์นาโนบอดีเหล่านี้ก่อนนำไปผลิต โดยทำการศึกษาพฤติกรรมของสารประกอบนาโนบอดีกับ VEGF โดยใช้วิธีการจำลองทางพลวัตเชิงโมเลกุลหรือโมเลคิวลาร์ไดนามิกซิมูเลชัน จากผลการศึกษาพบว่านาโนบอดี 31 มีค่าพลังงานในการเข้าจับกับ VEGF ต่ำที่สุดและยังสามารถจับกับแอนติเจนได้อย่างแข็งแรง นอกจากนี้ยังพบว่าพันธะ electrostatics เป็นกุญแจสำคัญในการเข้าจับกับ VEGF